มองย้อนไปสัก 10 ปีที่แล้ว การเมืองไทยถือว่าเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง ร้อนแรงอย่างแท้จริง การต่อสู้ทางการเมืองทั้งบนถนน ในสภา บนโลกออนไลน์ และอีกมากมายหลายแนวรบ จนทำให้ตอนนั้นอาจจะเกิดการไทยฆ่าไทย ขึ้นมากลางกรุงเทพด้วยซ้ำ มาดูกันว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเราได้บทเรียนทางการเมืองอันแสนจะตลกร้ายอย่างไรกันบ้าง

เราทะเลาะกันเพื่อใครก็ไม่รู้

การเมืองช่วงที่แบ่งฝัก แบ่งฝ่ายเป็นสีเสื้อ ซึ่งเรียกกันว่าช่วงกีฬาสีนั้น ตอนนั้นทำให้พี่น้อง พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่มีความคิดทางการเมืองคนละฝั่งถึงกับทะเลาะกันอย่างรุนแรงตามแนวความคิดของตัวเอง หลายคนต้องแยกบ้านอยู่กันมาแล้ว แม้ตอนนี้ความเชื่อทางการเมืองอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่เชื่อเหอะหลายคนอาจจะกลับมานั่งคิดว่า เรามานั่งทะเลาะกับคนในครอบครัว เพื่อใครก็ไม่รู้ทำไมก็ไม่รู้ ก็เป็นได้

ตาอยู่คว้าพุงปลาไปกิน

ช่วงทะเลาะกีฬาสีอยู่นั้น เราอาจจะคำนึงถึงการชนะคะคานอีกฝ่ายเพื่อให้ดับสิ้นไป เหลืองก็อยากได้เป็นรัฐบาล แดงก็อยากเป็นรัฐบาล สู้กันไปมาหลายยก หลายสนามรบ จนสุดท้าย ก็ไม่มีใครได้รับชัยชนะจากสงครามนั้นเลย กลายเป็นตาอยู่จากไหนก็ไม่รู้ ที่วางแผนเอาไว้นานแล้ว เมื่อทั้งสองฝ่ายสู้กันจนหมดแรง ก็ประกาศตัวลงมาเล่นในสงครามจากนั้นก็เอาชนะไปได้แบบที่อีกสองฝ่ายได้แต่มองตาปริบๆเท่านั้นเอง มันเจ็บตรงที่ตาอยู่ก็รู้จักกันดีนี่แหละตลกดีนะ

ไม่อ่านก่อนก็เสียผลประโยชน์

หนึ่งในเรื่องที่มักหยิบมาพูดกันตอนนั้น ว่าจะปฏิรูปการเมืองด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ออกมา จากนั้นก็ใช้เวลาอันสั้นเพื่อให้ประชาชนลงคะแนนประชามติ คำถามคือจะมีสักกี่คนในประเทศอ่านรัฐธรรมนูญหนาปึ้กขนาดนั้นให้เสร็จภายในเวลาไม่กี่วัน รู้แต่ว่าต้องไปลงประชามติเพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ทีนี้แล้วยังไงต่อ ลงไปแล้วไม่อ่าน พอบังคับใช้แบบไม่ถูกใจขึ้นมาก็จะโวยอะไรได้เล่า ในเมื่อเราลงมติไปเอง แบบไม่อ่านไปแล้วนี่น่า เจ็บจริง

คำพูดนักการเมือง

ตลอดเรื่องราวการต่อสู้ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหน ใครขึ้นพูดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ตลกร้ายมากนั่นคือ คำพูดของนักการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ต้องฟังหูไว้หู ปากก็บอกว่าจะออกมาช่วยแนวหน้า สุดท้ายก็ไม่มา(ไปไหนก็ไม่รู้) บางคนก็บอกว่าจะเลิกเล่นการเมือง คล้อยหลังไปได้ไม่เท่าไรก็บอกว่าขอกลับมาช่วยพี่น้อง บางคนบอกว่าจะทำตามสัญญาแต่ขอเวลาอีกไม่นาน(ไม่นานคือเท่าไร กี่วัน เดือน ปีก็ไม่รู้) เอาเป็นว่าใครผ่านช่วงกีฬาสีมาได้ คงเห็นอะไรจากคำพูดนักการเมืองได้เยอะทีเดียว พอมองย้อนกลับไป เราคงสะอึกกับถอนหายใจเฮือกใหญ่กันไปเลยว่า ตอนนั้นเชื่อไปได้ไงเนี่ย มันช่างตลกร้ายแสบทรวงจริง